เจ้าพ่อ โคเคนสุดโหดเหี้ยม Tony Montana

0 Comments

Scarface คือ 1 ในหนังขวัญใจคอหนังอาชญากรรมโดยเฉพาะแนว เจ้าพ่อ มาตลอดกาล นอกจากความดิบเถื่อนของหนัง ตัวละครสำคัญที่ผลักดันให้หนังเรื่องนี้อมตะตลอดกาลและเป็น Pop Culture แห่งยุคสมัยคือ เจ้าพ่อ หน้าบากที่เต็มไปด้วยความใจถึง ชั่วช้า บ้าคลั่ง กลายเป็นวายร้ายสุดเท่ที่โลกจดจำได้ติดตา

จากผู้ลี้ภัยสู่หนทาง เจ้าพ่อ อาชญากรรม

SCARFACE crime drama movie film weapon gun dark wallpaper | 1920x1081 |  333958 | WallpaperUP

Scarface คือการผสมผสานคาแรคเตอร์ให้เข้ากับเหตุการณ์จริง ในปี 1980 ประธานาธิบดี Fidel Castro ได้เปิดเมืองท่ามาริเอลในประเทศคิวบา เพื่อปลดปล่อยประชาชนจำนวนกว่า 125,000 คน ข้ามน้ำข้ามทะเลสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนอกจากผู้อพยพมากมายที่ต้องการไปตายเอาดาบหน้าในดินแดนแห่งเสรีภาพแห่งนี้แล้ว ยังมีกลุ่มนักโทษและเหล่าอันธพาลที่แฝงตัวมาขึ้นเรือร่วมกับผู้อพยพทั่วไปอีกด้วย และ 1 ในนั้นก็มีชายหนุ่มหน้าบากที่ชื่อ Tony Montana หนุ่มเลือดร้อนที่พร้อมบวกทุกสถานการณ์อย่างไม่เกรงกลัวใดๆ

เพียงแค่เหยียบแผ่นดินอเมริกา เขาก็เริ่มหนทางที่จะพาเขาสู่ความยิ่งใหญ่ มันจะมีอะไรที่จะรวยเร็วไปกว่าการค้ายา ด้วยนิสัยที่มีความมั่นใจในตัวเอง มีความโหดเหี้ยมถึงลูกถึงคน ก็ทำให้เขาไต่เต้าจากเด็กล้างจานแห่งเมืองไมอามี่ รัฐฟลอริดา สู่นักเลงปลายแถวที่รับใช้ผู้ทรงอิทธิพลอย่าง Frank Lopez และโค่นล้มหัวหน้าของตนเพื่อก้าวข้ามจากนักเลงปลายแถวสู่พ่อค้ายาเสพติดระดับโลก (แถมยังสอยเมียของมาเฟียไปอย่างไม่เกรงกลัวอะไร)

ความต้องการจะหลุดพ้นจากการเป็นคนชายขอบ เปลี่ยนชายหนุ่มให้กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ถึงพร้อมทั้งเงินและอำนาจล้นฟ้า ก่อนจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมสุดโหดในตอนท้าย ที่แม้จะผ่านไป 38 ปีแล้ว ก็ยังคงได้รับการกล่าวขวัญถึงไม่เสื่อมคลาย

 

โคเคนยาที่ทำให้หนังเป็นตำนาน

So What are Actors Snorting in All those Cocaine Scenes?

ย้อนกลับไปในต้นยุค 80s Al Pacino นักแสดงนำที่โดดเด่นในจอฟิล์มสายอาชญากรรมอย่าง The Godfather Part I, II (1972, 1974) Serpico (1973) Dog Day Afternoon (1975) กำลังต้องการหาหนังที่บทบาทเหมาะสมกับเขาอีกสักเรื่อง จนกระทั่งได้พบหนัง Gangsters Classic ในชื่อ Scarface (1932) หนังดรามาอาชญากรรมที่มีแกนหลักน่าสนใจเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยที่มาแสวงโชคและสร้างชื่อด้วยการเป็น เจ้าพ่อ แต่หากมาเล่าในยุคปัจจุบันมันคงจะเป็นหนังที่เชยสะบัดและน่าเบื่อไม่ใช่น้อย

เขาจึงชวนให้ผู้กำกับ Sidney Lumet ผู้กำกับที่เคยร่วมงานกับเขาในหนัง Serpico กับ Dog Day Afternoon มาทำหนังเรื่องนี้ โดยให้ผู้เขียนบทรุ่นใหม่ไฟแรงในยุคนั้นอย่าง Oliver Stone ดัดแปลงบทเสียใหม่ แต่ Lumet กลับไม่ปลื้มบทหนังที่เต็มไปด้วยความรุนแรงจึงถอนตัวไป

Pacino จึงหาผู้กำกับที่มีวิสัยทัศน์ที่แปลกและรับความรุนแรงเกินพิกัดของบทหนังได้ จนสุดท้ายก็ได้ Brian De Palma ที่โดดเด่นในหนังระทึกขวัญเลือดสาดอย่าง Carrie (1976) Dressed to Kill (1980) และ Blow Out (1981) มารับหน้าที่กำกับ เขาเอ่ยปากชม Oliver Stone ที่ดัดแปลงจากหนังมาเฟียอิตาลีอันแสนจืดชืดให้กลายเป็นหนังที่เต็มเปี่ยมด้วยความรุนแรงถึงขีดสุด โดยเคล็ดลับในการเขียนบทหนังที่ Stone เข้าถึงเรื่องราวของราชายาเสพติดได้อย่างอินถึงแก่นนั้น เพราะช่วงเวลานั้นเขาติดโคเคนงอมแงม มันจึงไม่ยากเลยที่เขาจะสรรค์สร้างหนังเรื่องนี้ได้ออกรสออกชาติขนาดนั้น แถม Stone ยังเอ่ยปากว่าในหนังนั้นมีหลายฉากที่เอามาจากเหตุการณ์จริงที่เขาเคยประสบมาด้วย นั่นคือการปะทะกันของนักเลงที่ใช้เลื่อยไฟฟ้าเพื่อจัดการคู่อรินั่นเอง

 

ROBERT DE NIRO เกือบได้บท เจ้าพ่อ TONY MONTANA

Al Pacino: Only the devil is more evil than Tony Montana of 'Scarface'

Brian De Palma ผู้กำกับเรื่องนี้เขากลับหักหลัง Al Pacino ด้วยการบอกว่า “ผมว่าคุณควรไปทำหน้าที่โปรดิวเซอร์หนัง เพราะผมว่าบทนี้มันเหมาะกับเพื่อนคุณมากกว่า” เพื่อนที่ De Palma หมายถึงก็คือ Robert De Niro นักแสดงสายดิบเถื่อนที่มีผลงานตีคู่กันมาโดยทั้ง 2 เคยโคจรมาพบกันในหนัง The Godfather Part II มาแล้ว แต่โชคดีที่ De Niro เซย์โนเมื่อได้อ่านบทแล้วเห็นว่า “มันจะต้องเล่นซีนที่เขาต้องเทคโคเคนเหรอ…ผมขอบายแล้วกัน” โชคเลยกลับมาหา Pacino อีกครั้ง ซึ่งเขาก็สนองตอบด้วยบทบาทที่โหดเหี้ยมเต็มพิกัด และเต็มเหนี่ยวด้วยความรุนแรงแบบแทบไม่มีความดีหลงเหลือในคาแรคเตอร์นี้เลย

Al Pacino เคยกล่าวไว้ว่าหนัง Scarface คือหนังที่เขารักมาก และบทบาท Tony Montana คือบทบาทที่เขานั้นจะไม่มีวันลืม แม้หนังเรืองนี้จะเต็มไปด้วยความดิบเถื่อนจนรางวัลออสการ์เมินการแสดงของเขาไป แต่ Pacino กลับมีความสุขในการเข้าฉากเพื่อระเบิดการแสดงแบบพร้อมที่จะฆ่าคนได้เลย โดยเฉพาะซีนที่เขานั้นต้องดมโคเคนที่กองอยู่บนโต๊ะนั้น De Palma บอกกับ Pacino ว่า “Al นายไม่ต้องห่วงนะ นายเทคมันเข้าจมูกได้เต็มที่เลย เพราะมันคือแป้ง…เอ๊ยนมผง”

ซึ่ง Pacino บอกในภายหลังว่า “ผมคงบอกไม่ได้ว่าที่กองอยู่ในฉากนั้นมันนมผงจริงหรือว่าโคเคนจริงๆนะ…ถ้ามันเป็นนมผง ก็เป็นนมผงที่โคตรฟินสัส ๆ”

และอีกฉากที่ทำให้ Pacino บาดเจ็บจนต้องพักกองเป็นเวลาครึ่งเดือน คือซีนระห่ำที่เขาควักปืนยิงเหล่านักฆ่าที่มาล้อมบ้านของเขา ปืนในหนังร้อนจนไหม้มือพองเป็นแผลใหญ่ แต่เขาก็สู้สุดใจเพื่อให้ซีนใหญ่ซีนนี้เต็มไปด้วยความดิบเถื่อนและความเจ็บปวด ซึ่งฉากนี้พ่อมดแห่งวงกสนฮอลลีวู๊ด Steven Spielberg ที่เป็นเพื่อนซี้ De Palma มาร่วมกำกับและช่วยถ่ายซีนไคลแมกซ์นี้ด้วย

หนังโหดจนเกือบจะได้ RATE X

Call Me By Your Name' Director, Luca Guadagnino to Direct 'Scarface' Remake  - mxdwn Movies

นอกจากเนื้อหาและภาพที่รุนแรงแล้ว หนังเกือบจะได้ Rate X (หรือ NC-17 ในยุคนี้) เพราะหนังจัดเต็มทั้งยาเสพติด การฆ่าฟัน และการกระทำที่ผิดศีลธรรม รวมไปถึงการที่ Tony Montana ด่ากราดว่า FUCK แบบรัว ๆ จนในยุคนั้นมีการบันทึกว่าครองตำแหน่ง F-Words มากที่สุดในโลกภาพยนตร์ นั่นคือ 207 ครั้ง หรือคิดง่ายๆคือทั้งเรื่องเราจะได้ยินคำ ๆ นี้ 1.21 ครั้งต่อนาที

“I’m Tony Montana! You f*ck with me, you f*ckin’ with the best!”

แม้ De Palma ผู้กำกับจะไม่พอใจอย่างแรงที่ถูกลดทอนความดิบเถื่อนของหนังเรื่องนี้ แต่เพราะเป็นหนังสตูดิโอใหญ่ มันคงไม่ดีแน่ถ้าหนังแมสๆแบบนี้จะถูกตีตราว่าเป็นหนัง Rate X เขาจึงยื่นอุทธรณ์กับคณะผู้ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ MPAA ถึง 3 ครั้ง พร้อมกับการแก้นู่นนิดนี่หน่อย จนสุดท้ายก็ได้เป็นหนัง Rate R แต่ด้วยความแสบของผู้กำกับ สุดท้ายเขาก็เอาเวอร์ชั่นแรกนี่แหละฉายในโรง

“ในยุคนั้นไม่มีใครมาใส่ใจหรอก ว่าเมื่อหนังตีตราเสร็จแล้วมันจะถูกฉายในรูปแบบไหน ผมเลยเนียนเอาฉบับเดิมออกฉายนี่แหละ ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไรเลยนี่หว่า”

ซึ่งนอกจากไม่มีใครมาทักท้วงในตอนท้ายแล้ว หนังยังได้รับการการันตีจากคณะกรรมการต่อต้านยาเสพติดว่าเป็นหนังที่ควรดูให้เห็นโทษของยาเสพติดอีกด้วยแน่ะ แสบจริงๆ!!!

 

จากหนังที่นักวิจารณ์เกลียด สู่หนังขวัญใจมหาชน

Paradise Lost: The Rise and Fall of Tony Montana in 'Scarface' (1983) –  Flip Screen

ตอนที่หนังฉายในโรงรอบแรก นักวิจารณ์และคนดูบางส่วนสาปส่งหนังเรื่องนี้ไม่เหลือชิ้นดี เพราะมันเต็มไปด้วยความรุนแรงแบบไม่จำเป็น ซ้ำร้ายหนังยังถูกชาวคิวบาประท้วงให้หยุดฉายเนื่องจากสร้างภาพลักษณ์ที่แย่ให้กับชาวคิวบา ผู้ว่าไมอามี่ก็ไม่ปลื้มที่ทำให้เมืองดูแย่เหมือนเป็นเมืองท่าของยาเสพติด แต่ยิ่งต่อต้านยิ่งทำให้คนดูอยากดูหนังเรื่องนี้ พากันตีตั๋วไปดูหนังจนทำรายได้ระดับกลางๆ ก่อนที่จะไปเปรี้ยงปร้างในตลาดโฮมวีดีโอ

แต่พอกาลเวลาล่วงมา หนังก็ได้รับการยอมรับในฐานะหนังคัลท์ขึ้นหิ้ง ในโพลหลายสำนักหนังเรื่องนี้จะถูกรวมอยู่ในฐานะหนังที่ได้รับการบูชาระดับคลั่งไคล้จากแฟนหนังทั่วโลก เป็นหนังในดวงใจของ ซัดดัม ฮุสเซ็น ขนาดตั้งชื่อบริษัทฟอกเงินของเขาว่า Montana Management ตามนามสกุลของ Tony เลยทีเดียว

และมันเป็นหนังในดวงใจของศิลปินและคนฟังสายฮิปฮอป ที่บูชาหนังเรื่องนี้ในฐานะต้นแบบของวิถีแห่ง Thug Life ราชาฮิปฮอปหลายคนบูชาตัวตนของ Tony Montana ไม่ว่าจะเป็น Nas ที่บอกว่า “ชีวิตของโทนี่ นี่มันชีวิตของผมชัด ๆ” และเหล่าแร๊ปเปอร์หลายคนถึงขนาดติดต่อบอกผู้กำกับหนัง Brian De Palma ให้ช่วยเปลี่ยนดนตรีประกอบหนัง จากแนว Synth-Wave ในยุค 80s เป็นเพลงฮิปฮอปแทนได้มั๊ย แต่ De Palma ก็ปฏิเสธที่จะทำมัน

ขณะเดียวกัน สายเกมเมอร์ก็บูชาไม่ต่างกัน อย่างเกม Grand Theft Auto: Vice City เกมไล่ล่าชื่อดังที่เหล่าเกมเมอร์ต้องเคยเล่นกันมาแล้วทั้งนั้น ก็เลือกใช้โลเคชั่นในหนังรวมไปถึงคฤหาสน์ของ Tony Montana เป็นฉากในเกม

และข่าวดีสำหรับคอหนังยุคใหม่ เมื่อมีโครงการรีเมคหนัง Scarface นี้ โดยผู้ที่มารับหน้าที่กำกับ คือ Luca Guadagnino ผู้กำกับขวัญใจคอหนังจากผลงาน Call Me by Your Name ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนเขียนบท ยังไม่มีแม้กระทั่งข้อมูลว่าใครจะมารับบทบาทที่ถือได้ว่ามาสเตอร์พีซนี้ ซึ่งจะดีเท่าต้นฉบับหรือไม่ ต้องมาติดตามกันในอนาคต

แม้หนังจะรายล้อมไปด้วยความรุนแรงแบบสุดขั้ว และตัวเอกอย่าง Tony Montana นั้นก็ชั่วจนหาดีไม่ได้ แต่ Scarface ก็สามารถพิสูจน์ได้ว่า ยังมีคนมากมายที่พร้อมบูชาชายคนนี้ และเขาคือตัวอย่างของวายร้ายที่ได้ดี และมีแฟนคลับมากมายที่ยกย่องเขาเป็นฮีโร่ในหมู่คนเลวเช่นกัน